หยุดพิมพ์ 12 บรรทัดทุกแชท — ใช้ Project ให้ AI จำธุรกิจคุณได้เลย

TL;DR
TL;DRTL;DR- การเปิดแชทใหม่แล้วพิมพ์ Context ซ้ำทุกครั้งคือการใช้ AI แบบไม่มีความจำ ซึ่งเสียเวลาเฉลี่ย 20 นาทีต่อครั้ง
- แยก Project ตามประเภทงาน เช่น Marketing, Client, Course เพื่อให้ AI ไม่ปนบริบทของแต่ละงาน
- ใส่ข้อมูลธุรกิจ ลูกค้า และจุดต่างลงใน Project Knowledge ครั้งเดียว ประหยัดเวลา Setup ได้สูงสุด 80%
- ใส่ตัวอย่างงานจริงที่พอใจลงใน Knowledge แทนการอธิบายโทนเป็นคำพูด เพราะ AI อ่านโครงสร้างจากของจริงได้แม่นกว่า
- ทุกครั้งที่ต้องแก้งานเกิน 2 รอบ ให้เอาสิ่งที่แก้ไปเพิ่มใน Instructions ทันที เพื่อให้ Project ฉลาดขึ้นสะสมทีละครั้ง
แชทของผมเมื่อ 3 เดือนก่อน
เปิดมาต้องพิมพ์ 12 บรรทัดก่อนเสมอ
ผมเป็นใคร ทำธุรกิจอะไร ลูกค้าคือใคร
โทนแบบไหน ห้ามใช้คำอะไร
แชทของผมเมื่อเช้านี้
พิมพ์ประโยคเดียว 6 คำ
ได้งานที่เอาไปใช้ได้เลย
ตัวแปรเดียวที่เปลี่ยนคือ Project
.
หยุดสอน AI ใหม่ทุกแชท
คุณอธิบายธุรกิจตัวเองให้ AI ฟัง
มากี่รอบแล้วในเดือนนี้
เปิดแชทใหม่ ก็อป Context เดิมมาวาง
บอกโทนที่ต้องการอีกที
แก้คำตอบที่ออกมาผิดสไตล์อีก 3 รอบ
กว่าจะได้งานที่ใช้ได้ หมดไป 20 นาที
พรุ่งนี้เปิดแชทใหม่ ทำใหม่หมด
คนส่วนใหญ่คิดว่านี่คือวิธีใช้ AI
แต่จริงๆ นี่คือการใช้ AI แบบไม่มีความจำ
Project แก้เรื่องนี้ได้ใน 5 ขั้น
.
𝟏. หนึ่งงาน หนึ่ง Project
ลองนึกภาพห้องทำงานที่มีโต๊ะเดียว
เอกสารลูกค้า A กองรวมกับแผน Marketing
รวมกับสคริปต์คอร์ส
คุณหยิบอะไรก็เจอของคนอื่นปนมา
AI ที่ไม่มี Project ก็เป็นแบบนั้น
ผมแยกเป็น Project Marketing
Project Client A
Project Course
แต่ละ Project มีของของตัวเอง
ไม่ปนกัน ไม่ต้องอธิบายว่างานนี้คืองานไหน
เริ่มจาก 1 Project ที่คุณทำบ่อยที่สุด
งานที่ทำสัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไปคุ้มค่าเสมอ
.
𝟐. ทิ้งของที่ต้องพิมพ์ซ้ำไว้ที่นี่
เปิดแชทเก่าของคุณดู 5 แชทล่าสุด
หาข้อความที่คุณพิมพ์เหมือนกันทุกครั้ง
ส่วนใหญ่จะเจอแบบนี้
ธุรกิจของคุณขายอะไร
ลูกค้าคือใคร อายุเท่าไหร่ ปัญหาอะไร
คู่แข่งเป็นใคร จุดต่างของคุณคืออะไร
ราคาและแพ็กเกจ
ทั้งหมดนี้เอาไปใส่ Project Knowledge ครั้งเดียว
ครั้งต่อไปคุณไม่ต้องพิมพ์อีกเลย
AI เปิดอ่านเองก่อนตอบทุกครั้ง
ประหยัดเวลา Setup ได้สูงสุดถึง 80%
.
𝟑. ตัวอย่างจริงสอนได้ดีกว่าคำอธิบาย
ผมเคยเขียนอธิบายโทนที่ต้องการยาว 15 บรรทัด
ผลลัพธ์ยังไม่ตรง
วันหนึ่งผมเปลี่ยนวิธี
เอาโพสต์ที่ทำยอดดีที่สุด 5 ชิ้น
ใส่เข้า Project Knowledge ตรงๆ
ไม่อธิบายอะไรเลย
งานที่ออกมาตรงกว่าเดิมทันที
เพราะ AI อ่านโครงสร้างจากของจริงได้
เก่งกว่าอ่านคำอธิบายเป็นนามธรรม
ของที่ควรใส่
งานเก่าที่คุณพอใจ
บทสนทนาปิดการขายจริง
เอกสารที่ใช้กับลูกค้าอยู่แล้ว
คุณมีของพวกนี้อยู่แล้ว
แค่ยังไม่เคยเอามาใช้
.
𝟒. เขียนกฎครั้งเดียว ใช้ตลอด
Knowledge บอกว่า "ข้อมูลคืออะไร"
Instructions บอกว่า "ให้ทำยังไง"
คนละเรื่องกัน คนส่วนใหญ่ใส่แต่ Knowledge
Instructions ของ Project Marketing ผม
"เขียนในมุมมองผม เรียกผู้อ่านว่าคุณ
ห้ามใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์
ศัพท์เทคนิคคงภาษาอังกฤษ
ทุกครั้งเสนอ 3 ทางเลือกก่อน อย่าเพิ่งเขียนเต็ม"
บรรทัดสุดท้ายสำคัญที่สุด
เปลี่ยนจาก AI ที่ทำเลยผิดทาง
เป็น AI ที่ถามก่อนแล้วทำถูก
ทุกอย่างที่คุณต้องบอกซ้ำทุกแชท
ควรอยู่ในช่องนี้
.
𝟓. แก้ที่ Project ไม่ใช่แก้ที่แชท
นี่คือขั้นที่แยกคนที่ใช้ Project เป็น
กับคนที่แค่เปิด Project ไว้เฉยๆ
เวลางานออกมาไม่ตรง
คนส่วนใหญ่พิมพ์แก้ในแชท
"ไม่เอาแบบนี้ เอาแบบนั้น"
ได้งานที่ถูกใจ แล้วปิดแชทไป
พรุ่งนี้ AI ทำผิดแบบเดิมอีก
เพราะการแก้นั้นตายไปพร้อมแชท
วิธีของผม
ทุกครั้งที่ต้องแก้อะไรเกิน 2 รอบ
ผมเอาสิ่งที่แก้ไปเติมใน Instructions ทันที
Project ของผมเดือนแรกใช้ได้ 60%
เดือนที่สามใช้ได้ 90%
ไม่ใช่เพราะ AI ฉลาดขึ้น
แต่เพราะผมสอนมันทีละครั้งแล้วเก็บไว้
.
สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังทำครบ 5 ขั้น
ไม่ใช่แค่ประหยัดเวลาพิมพ์
แต่คือ AI ของคุณสะสมความรู้ได้
ยิ่งใช้ยิ่งเข้าใจงานคุณ
ต่างจากเมื่อก่อนที่เริ่มจากศูนย์ทุกวัน
คนที่ใช้ AI ตัวเดียวกับคุณ
แต่ได้ผลลัพธ์ต่างกัน
ไม่ได้เก่ง Prompt กว่า
แค่เค้ามีที่เก็บของ ส่วนคุณยังพิมพ์ใหม่ทุกวัน
ตอนนี้คุณพิมพ์อะไรซ้ำบ่อยที่สุดครับ
นั่นแหละคือ Project แรกของคุณ
.
Project Knowledge กับ Instructions
คือ 2 ใน 4 ชั้นของการปั้น AI ให้เป็นของคุณ
คืนพรุ่งนี้ 16 กรกฎาคม เวลา 20:00-21:00
ผมเปิด Special Class ผ่าน Zoom
Claude Fine Tuning
ปั้น Claude แสนฉลาด ให้แสนรู้ใจ
1 ชั่วโมงเต็ม ลงมือตั้งค่าไปพร้อมกัน
จบคลาสได้ Project ที่ใช้งานจริงกลับไป
ทักมาที่ LINE OA เลยครับ พิมพ์ "Fine Tune" 👇
สมัครเข้าร่วมได้ที่
#หมอกิม #AIMAcademy #TrainAI #ProjectKnowledge #AIสำหรับSME